posted on 14 Jun 2008 12:51 by bloodymonday in Whimsical
ขอขอบคุณ Cracked.com อีกที ที่ได้สร้างสรรค์โปสเตอร์เหล่านี้ออกมา
-----------------------------------------------------------------
เป็นการจบตำนานไตรภาคอย่างยิ่งใหญ่ของผกก.คริสโตเฟอร์ โนแลน หลังจากที่ต้องต่อสู้กับเหล่าวายร้ายนับไม่ถ้วนมากว่าสิบปี แบทแมนก็มานั่งครุ่นคิดกับตัวเองว่า "ชีวิตของเรานั้น สุดท้ายแล้วก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นแค่ผงธุลี ทำไมต้องมาทนกับความยากลำบากในโลกนี้ด้วย" ถึงแม้ว่าเหล่าผู้ร้ายในภาคที่แล้วๆมาอย่าง Scarecrow หรือ Two-faced ที่ลงทุนแหกคุกออกมาเพื่อเกลี่ยกล่อม บรูช เวย์นให้เปลี่ยนใจ แต่นั้นก็ไม่ได้หยุดการกระทำของเขาในตอนสุดท้ายได้เลย
หลังจากที่อนาคตของแบทแมนได้สิ้นสุดลงแล้ว ด้วยน้ำมือของคริส โนแลน ทางวอร์เนอร์ก็เลยต้องเริ่มต้นหาซุปเปอร์ฮีโร่คนใหม่ขึ้น ซึ่งพวกเขาก็ไม่ได้ไปหาที่ไหนไกลเลย และประกอบกับเฮียคีนูก็ต้องการมีแฟรนไชน์ของตัวเองบ้าง หลังจาก The Matrix ได้จบไป Robin คือ Spin-off กลายๆของซุปเปอร์ฮีโร่แห่งเมืองก๊อตแธม ด้วยความมืดมนในธีมของหนัง ที่มาพร้อมกับ 3 ชั่วโมงในการตีอกชกตัว และบ่นน้อยเนื้อต่ำใจว่าไม่มีใครเห็นคุณค่า และยอมรับในความสามารถของเขาเลย ทำให้สุดท้ายแล้ว โรบินก็ไม่ได้จัดการวายร้ายเลยสักคนเดียว
หลังจากที่พี่ชาย (และน้องสาว) วาชอว์สกี้ีประสบความล้มเหลวในผลงานเรื่องล่าสุดของพวกเขาอย่าง Speed Racer พวกเขาก็ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจ ในการยื่น LSD ให้กับผู้ชมผ่านทางจอภาพยนตร์ The PowerPuff Girls คือปรากฎการณ์ล่าสุดของวงการ ด้วยการรวมตัวของสาวซ่า ลินซี่ย์ โลแฮน, สาวหน้าหมู คริสติน่า ริคชี่ และสาวน้อยที่มาแรงอย่าง มิลลี่ ไซรัส และที่สำคัญที่สุดคือ การรับบทสำคัญ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ริกส์ คนมหากาฬ 4 ของ โจ เปสซี่ ที่เล่นเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของความชั่วร้ายทั้งหมด...โมโจโจโจ้
เวสลี่ย์ สไนปส์ คือแอ๊กชั่นสตาร์ที่ฮ็อตฮิตที่สุด ในช่วงทศวรรษที่ 90 แต่ปัญหาการหลบเลี่ยงภาษี บวกกับสังขารที่ร่วงโรยไปตามวัย ทำให้เขาไปจมปลักกับหนังดีวีดีอยู่หลายปี ก็มีเพียงแต่แฟรนไชน์เบลด ของเขาเท่านั้น ที่จะยังพอที่จะให้เขา ได้พบกับผู้ขมผ่านทางจอโรงภาพยนตร์ ในที่สุด ปี 2010 เบลดก็ได้กลับมาอีกครั้ง โดยผกก.จาก Are We There Yet ได้รับมอบหมายให้สร้างเบลด ในเวอร์ชันที่เหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัยมากที่สุด ผลสุดท้ายแล้ว ด้วยส่วนผสมของ Are We There Yet, The Pacifier และ Blade ก็ได้สร้างนักสู้แวมไพร์สายพันธ์ใหม่ ในเรท PG ซึ่งก็สามารถทำรายได้อย่างถล่มทลาย...
edit @ 14 Jun 2008 14:29:30 by BloodyMonday
posted on 14 Jun 2008 12:33 by bloodymonday in Whimsical
ต้องขอขอบคุณ Cracked.com และ Google
ที่สร้างสรรค์สิ่งมึนๆให้กับเรา (สำหรับใครที่เคยเห็นโปสเตอร์เหล่านี้แล้ว
เจ้าของบล็อคก็ขออภัยที่ทำให้เสียเวลามาไว้นะที่นี้ด้วย 555+)
--------------------------------------------------------
ณ.
ปี 2015 หลังจากเหล่าแฟนๆเกมส์และนักดูหนังผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
ต้องทนทุกข์ทรมาณไปกับหนังของอูเวย์ โบว์ ถึงมีให้ชมถึงปีละ 5 เรื่อง
(เป็นอย่างต่ำ) เขาก็ได้ประกาศว่า โปรเจ็คต่อไปจะเป็นโปรเจ็คในฝันของเขา
Uwe Boll's "Pong" สร้างมาจากเกมที่มีอิทธิพลอย่างมาก
ต่อการตัดสินใจในการมาเป็นผู้กำกับหนังของเขา
หนังถือว่าเป็นมิติใหม่ของวงการภาพยนตร์
และยังเป็นภาพยนตร์แนวทดลองเรื่องแรกของเขา
ที่เป็นกลายเป็นหนังที่กวาดเงินจาก box office ได้อย่างถล่มทลายอีกด้วย
(หนังทำรายได้ทั่วโลกไปกว่าหนึ่งแสนล้านดอลลาร์)
เมื่อการทำงานในออฟฟิส
ของท่านผู้ว่า อาร์โน หมดวาระลง เขาก็เล็งหาทางที่จะกลับเข้ามาในฮอลลิวู้ด
ในที่สุดก็ปิ๊งไอเดียขึ้น
เมื่อเขานั่งดูคู่ปรับในอดีตของเขาอย่างเจ้าพรีเดเตอร์
ที่กระโดดข้ามแฟรนไชน์ ไปฟัดกับฝูงเอเลี่ยนมาแล้วถึงสองครั้งสองคราด้วยกัน
เขาตัดสินใจโทรไปหาเพื่อนเก่าเพื่อนแก่อย่างสไล
ที่เพิ่งปลุกกระแสทั้งร็อคกี้และแรมโบ้ ออกมาโลดแล่นในจอในปี 2008
จนในที่สุด “Rambo vs. Terminator”
ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในโลกภาพยนตร์
อีกทั้งหนังยังสามารถเข้าชิงได้ถึง 6 รางวัลออสการ์ (รวมถึง 2
รางวัลในสาขาดารานำชายยอดเยี่ยมอีกด้วย!!!)
หลังจากฮิตติดๆกันมาเป็นเวลานาน
ผู้กำกับฝีมือดีอย่าง จู๊ด อาพาโทว์ ก็เริ่มที่จะเบื่อหน่ายและหมดไฟ
หนังเรื่องล่าสุดของเขาเรื่อง "This Guy"
คือผลงานที่เหมือนการรีเมคของหนังทุกเรื่องที่ผ่านมาของเขาเอง
แต่เพราะหนังเรื่องนี้พะยี่ห้อไว้ว่า “นี่คือหนังของจู๊ด อาพาโทว์”
ดูเหมือนคนดูก็จะไม่ยี่หระต่อเสียงวิจารณ์
และพากันซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมหนังเรื่องนี้ สุดท้ายแล้ว “This Guy”
ก็คือหนังตลกที่ฮิตที่สุดประจำปี 2010 อย่างไร้คู่แข่ง และมันก็ทำให้ จู๊ด
อาพาโทว์ สามารถรีเมคของรีเมคของรีเมค หนังของตัวเองได้ต่อไปอีกเรื่อยๆๆๆ
จากกระแสหนังกล้องมือถือ
ที่ทำให้ “Cloverfield” เกิดเป็นหนังฮิตขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง
ผู้อำนวยการสร้างอย่าง เจเจ อัมบราฮัม
จึงเกิดไอเดียที่จะสร้างอีกหนึ่งเรื่อง
โดยให้ตัวเอกตกอยู่ในสถานการณ์สุดมันอีกครั้ง
ซึ่งก็เป็นสถานการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจของเขา ในการมาเป็นผู้กำกับ “Sleep
Hard" คือเรื่องของไอ้หนุ่มคนหนึ่ง ที่ผล่อยหลับโดยเปิดกล้องทิ้งเอาไว้
ซึ่งก็เป็นเรื่องบังเอิญพอดีที่หน้าต่างห้องของเขา
อยู่ตรงข้ามตึกนากาชิมะพอดี แล้วก็บังเอิญอีกเหมือนกัน
ว่าช่วงเวลานั้นคือคืนก่อนคริสมาสอีฟ ที่เกิดเหตุการณ์ปล้นใน Die Hard
ภาคแรกพอดี เจเจ สัญญากับผู้ชมว่า ถ้าพวกเขาเพ่งดูดีๆ ก็จะสามารถเห็นบรูส
วิลลิสกระโดดลงจากตึกด้วยการโหนสายฉีดน้ำได้อย่างแน่นอน
หลังจากที่
“The Dark Knight” ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาด ผู้กำกับคริส
โนแลนจึงหันกลับไปหารากเหง้าของตัวเอง โดยการที่ตัดสินใจทำ Director’s Cut
ของภาพยนตร์ที่สร้างชื่อให้กับเขา “Mementoo”
คือเมเม็นโต้ในเวอร์ชั่นที่ถูกตัดต่อใหม่ โดยให้ฉากทุกฉาก
ถูกเรียบเรียงมาอยู่ในตำแหน่งที่ปกติ ซึ่งผลก็คือ
ทำให้คนดูที่งุนงงกับเวอร์ชันแรกเกิดบรรลุว่า หนังเรื่องนี้จริงๆแล้ว
มันไม่มีอะไรเลย...
edit @ 14 Jun 2008 13:47:13 by BloodyMonday
posted on 07 May 2008 20:19 by bloodymonday in Fanfiction
ณ. สุสานแห่งหนึ่งในบอสตัน
วันนี้เป็นเช้าที่สดใสอีกวันหนึ่ง พื้นหญ้าดูสีเขียวชอุ่ม เหล่าใบไม้ที่ร่วงหล่นล้วนถูกกวาดออกไปจนหมดสิ้น
ป้ายหลุมศพเรียงกันเป็นแนวอย่างเป็นระเบียบ
มีร่างของเหล่าทหารนับพันนอนอยู่ใต้ผืนดินแผ่นนี้ แต่แล้ว ความสงบก็ถูกรบกวนโดยเสียงอันแผดดังของเครื่องยนต์จากรถโบราณสีเนื้อคันหนึ่ง
ที่แล่นมาจากประตูทางเข้าอันใหญ่โตของสุสานแห่งนี้ สภาพของรถนั้น เสมือนถูกขัดเงามาอย่างเอาใจใส่เป็นอย่างดี
ไม่กี่อึดใจต่อมา เจ้ารถสีเนื้อคันนั้น ก็ถูกดับเครื่องลงและถูกจอดเอาไว้ริมฟุตบาท
ชายหนุ่มคนหนึ่งได้ก้าวลงมาจากรถ รอยตีนกาบนใบหน้า และผมขาวที่ขึ้นแซมอยู่ท่ามกลางผมดกดำบนศรีษะของเขา
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ที่ไม่น้อยแล้ว ของชายคนนี้ ในมือของเขา มีรูปที่ถูกใส่กรอบอย่างดี
ในรูปนั้น มีเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังชูถ้วยรางวัลอยู่ ใบหน้าของเด็กคนนั้นเปี่ยมไปด้วยความสุข และข้างๆตัวเขานั้น มีชายแก่ชาวญี่ปุ่น ที่ก็กำลังยิ้มอย่างมีความสุขอยู่
ชายหนุ่มคนนั้น เดินเข้าไปในสุสาน สายตาของเขามองตรงไปยังหลุมศพหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมอาชีพอีกนับพันคน
และเมื่อเขาเดินมาถึง เขาก็พบว่า มีผู้หญิงวัยกลางคนอยู่อีกคน
ยืนอยู่ตรงหลุมศพนั้น
"ขอโทษครับ คุณเป็นใคร?" ชายหนุ่มถาม
"ฉันชื่อ จูลี่ เป็นหลานของคุณปู่ มิยากิ
วันนี้เป็นวันครบรอบวันเสียของคุณปู่ปีที่ 2 พอดี ฉันก็เลยแวะมาหาท่าน
ว่าแต่...คุณละเป็นใคร?" เธอถามกลับ "ผมชื่อ
แดเนียล ผมเคยให้คุณปู่ของคุณสอนคาราเต้ผมสมัยเด็กๆ ผมเพิ่งทราบข่าวเมื่อไม่นานมานี้เองว่า
คุณมิยากิเสียแล้ว ผมเลยตัดสินใจขับรถมา เพื่อมาเคารพหลุมศพของท่าน"
"อ๋อ คุณคือแดเนียล ลารุสโช่ ฉันได้ยินเรื่องของคุณมากมายเลยจากคุณปู่ แกบอกว่า ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่แกมีความสุขที่สุดในชีวิตเลย" เธอตอบพร้อมกับตื่นเต้นที่ได้เห็นคนที่คุณปู่พูดถึงมาตลอดชีวิต
"อืม คุณเองเหรอที่ชื่อจูลี่ ผมก็เคยได้รับจดหมายของคุณมิยากินะ เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว
เขาบอกว่า การย้ายมาอยู่ที่บอสตัน มันเป็นเรื่องลำบากสำหรับเขาอยู่เหมือนกัน
แต่ในที่สุด เขาก็ได้พบตัวแทนผมที่มาในร่างของผู้หญิงแล้ว นั้นก็คือหลานสาวของแกเอง ที่ชื่อว่าจูลี่"
"แล้วคุณไปทำอะไรที่ไหนมาล่ะ ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมานี่"
จูลี่ถามด้วยความสงสัย "คุณปู่ ก่อนที่จะเสีย แกก็บ่นมาตลอดว่า ทำไมแดเนียลไม่เคยมาเยี่ยมแกเลย"
"เออ.....คือว่าผม.....ขอโทษ" แดเนียลพูด ก่อนที่จะเบือนหน้าหนีไปจากหลุมศพ
"มันอาจจะเหมือนความทรงจำสมัยเด็กๆ ที่ผมได้สนุกไปกับมัน
แต่เมื่อพอผมเริ่มเข้าสู่ในวัยทำงานแล้ว สิ่งเหล่านั้น มันก็เป็นเพียงแค่ความฝัน
ที่นับวันยิ่งเลือนรางลงไปทุกทีๆ" ระหว่างที่พูด
น้ำตาของแดเนียลได้เอ่อล้นขึ้นมา "จนเมื่อผมเมื่อรับข่าวว่า.....คุณมิยากิเสียชีวิตแล้ว
ไอ้ความฝันสีจางเหล่านั้น มันกลับดูเด่นชัดขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนกับว่าเราได้ดูหนังที่ทำมาจากชีวิตของเราอีกครั้ง
รุ่งเช้าของอีกวัน ผมตัดสินใจเอารถที่คุณมิยากิให้ผมมาออกมาจากโรงรถ ซ่อมมัน
ทำสีใหม่ และก็ตัดสินใจขับมาบอสตันเพื่อมาหาท่าน
แม้ว่ามันจะสายเกินไปก็ตาม..." "ไม่หรอก
เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด คือคุณก็ยังจำท่านได้ คุณปู่พูดเอาไว้เสมอว่า
ความเศร้าที่กัดกินอยู่ในใจนั้น ท้ายที่สุดแล้ว มันก็อาจจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นได้น่ะ
คุณต้องการจะจากที่นี้ไปด้วยใจที่โกรธคุณปู่อย่างนั้นเหรอ"
แดเนียลมองจูลี่อย่างสงบอยู่พักหนึ่ง ไม่นานเขาก็หัวเราะออกมา
"ฮ่าๆๆ คุณนี้เหมือนกับคุณปู่จริงๆเลยน่ะ ตอนเด็กๆผมก็ทำผิดพลาดอยู่เรื่อย
ก็มีคุณมิยากินี้แหละ ที่คอยเตือนสติ และปล่อยให้ผมคิดว่า จะทำอย่างไรให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องด้วยตัวเอง
ท่าทางแกจะสอนคุณมาดีน่ะ" แดเนียลถามอย่างสบายใจ "ฉันก็พยายามทำให้ดีที่สุด
ตามที่คุณปู่ได้สอนเอาไว้ ว่าแต่คุณเองก็ดูดีไม่เลวน่ะ แสดงว่าคำสั่งสอนของแกใช่ได้ผลจริงๆแหละ" จูลี่ตอบอย่างอารมณ์ดีเช่นกัน
ทั้งสองยืนอยู่หน้าหลุมศพของคุณมิยากิ แดเนี่ยลวางรูปที่เขานำมาด้วยไว้บนป้าย
"คุณมิยากิ ผมมาแล้วน่ะ" จูลี่ปาดน้ำตาของเธอที่ไหลออกมา "แดเนี่ยล
ฉันเองก็คงต้องไปแล้วล่ะ ต้องไปรับลูกที่กำลังจะเลิกเรียนพอดี"
แดเนี่ยลหันมามองจูลี่ แล้วถามว่า "คุณมีลูกแล้วเหรอ
ยินดีด้วยน่ะ.....ตัวผมเองอายุขนาดนี้แล้ว ก็ยังลงหลักปักฐานไม่ได้ซะที"
จูลี่หัวเราะเบาๆ พร้อมกับตอบว่า "ฉันเองก็เหมือนกันแหละ
บางทีคุณปู่อาจจะสอนให้เราดำเนินชีวิตตัวเองให้ดีที่สุด แต่ทำไมถึงไม่ได้สอนให้เราใช้ชีวิตคู่ให้รอดเนอะ
ว่าไหม" แดเนี่ยลและจูลี่ต่างหัวเราะออกมาพร้อมกัน หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ยืนเงียบด้วยความกระอักกระอ่วน
ก่อนที่แดเนียลจะพูดโพล่งออกมาว่า "ผมเอง ก็ไม่เคยมาบอสตันเลย.....แล้วถ้าคุณมีเวลาว่าง
และไม่รังเกียจรถเก่าๆคันนี้ จะช่วยเป็นไกด์พาทัวร์เมืองนี้ให้ผมหน่อยได้ไหม"
จูลี่มองแดเนี่ยล "ยินดีค่ะ แต่ว่าตอนนี้รถฉันเสีย
ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไป ฉันขอติดรถคุณไปรับลูกที่โรงเรียนก่อนได้ไหม"
แดเนี่ยลรับยิ้มของจูลี่ ก่อนที่ทั้งสองคนจะเดินตรงไปที่รถของแดเนี่ยล เดินจากป้ายของนายทหารคนหนึ่ง
ที่เป็นที่รักของทุกคนที่เขาได้รู้จัก "จ่าสิบเอก
เคซูเกะ มิยากิ, ชาตะ 1932, มรณะ 2005,
บิดา, นายทหาร และอาจารย์ของเราทุกคน"
edit @ 14 Jun 2008 14:31:17 by BloodyMonday